Forget me not

posted on 29 Apr 2015 19:50 by mocca-ad
 
ไกลสุดฟ้า ก็ไม่สามารถกั้นเรา
แค่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ
แต่การได้รักเธอ นั่นคือของสำคัญกว่า
และมันมีค่ามากเกินกว่าสิ่งไหนไหน

ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว
ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ
ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป
เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ จะได้ไม่ลืมเธอ

ปลายขอบฟ้า กับระเบียงที่เราเคย
นั่งมองท้องฟ้าด้วยกัน
ต้นไม้ต้นนั้น จะดูแลรักษามัน
แทนความคิดถึง เมื่อเธอไม่อยู่ตรงนี้

ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว
ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ
ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป
จะจำเธอไว้ และรักเธอไปอย่างนี้

โปรดจงมั่นใจ ฉันขอสัญญาจะจำทุกเรื่องราว
ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ
ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป
เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ จะได้ไม่ลืมเธอ
จะได้ไม่ลืมเธอ
 
https://www.youtube.com/watch?v=vQpolHvKBss 
 
 
 
 
ถ้ามองชีวิตเหมือนทางเดิน ยาวไกล 
ที่เราเดินผ่านมาตามกาลเวลาในแต่ละปี 
ผ่านก้อนหิน ผ่านหลุมหลบภัย ผ่านร้อน ผ่านหนาว  
ผ่านวันที่แสนเหนื่อย ผ่านวันสดใส ผ่านวันเปลี่ยวเหงา ผ่านวันหรรษา 
ผ่านวันที่เหมือนมีเราอยู่คนเดียวในโลก 
ผ่านวันที่เหมือนเราได้เจอตัวตนของเราในตัวเขา 

ตราบใดที่เราใช้สายตาของเราตัดสินสิ่งต่าง ๆ ตราบนั้นมีสุข ต้องมีทุกข์ 
ชีวิตก็จะคลุกเคล้าเข้าใจถึงอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งเข้มแข็ง หวั่นไหว 
แล้วอยู่ดีดี วันนึง จิตใจเราหลุดออกไปอย่างอิสระแล้วมองเห็นสิ่งต่าง ๆ 
อย่างที่มันเป็น ลืมตัวของเราชั่วครู่ เราจะพบกับความสุขสงบภายในอย่างแท้จริง 
แล้วเราจะพบว่า ไม่ว่าสภาวะไหน หนักหรือเบาเพียงใด มันก็ไม่จีรังถาวรอะไรเลย

และไม่ว่าหนทางจะยาวไกล ชีวิตจะเปลี่ยนแปลเป็นเช่นใด 
เธอจะอยู่ในใจฉันเสมอ    สักวันเมื่อถึงเวลา
ขอให้ฉันมีโอกาสตอบแทนทุกความรู้สึก ที่เธอมอบให้มา
ฟ้าที่ฉันมองขึ้นไปเมื่อใดก็เจอ ความสว่างและอบอุ่น ่
ขอให้เธอจงมีพลัง เข้มแข็ง  กระทำหน้าที่เพื่อมอบสิ่งดีดี
มอบความเมตตา้แบบนีต่อไป
 
 
 
 
 

Tears in Heaven

posted on 23 Aug 2012 19:29 by mocca-ad
 

me

posted on 01 Apr 2012 09:14 by mocca-ad
 
 
 
 
  
• ชีวิตเปลี่ยนทุกวัน แต่จะดูต่างไปจริงๆ
ก็เมื่อคุณเห็นและยอมรับว่าชีวิตไม่เที่ยง
เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป็นไปตามใจคุณ

 
สิ่งที่จะช่วยให้คุณรู้สึกเข้มแข็งขึ้นคือความสามารถในการผ่านทุกข์
ไม่ใช่ความสามารถในการเสวยสุข


• คุณต้องพูดและทำอะไรที่เข้าท่ามากมายหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ
แต่เพื่อความล้มเหลวในชีวิต แค่คิดไม่เข้าท่าวันเดียวก็พอแล้ว
 
 
ชีวิตคนเราก็เหมือนการเดินอยู่ในเขาวงกต 
บางครั้งใช่ว่า เดินแล้วจะเจอทางออกทันที 
แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เดินย้อนกลับมา และตั้งสติใหม่
ไม่ว่าเป็นเกมชีวิต หรือเกมธุรกิจ มันต้องมีทางออก
ที่สำคัญ เราต้องพร้อมเผชิญหน้ากับมัน 
 
ถ้าเหนื่อย เราก็ต้องพัก 
ถ้าไปต่อไม่ไหว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
เราก็เลือกจะเปลี่ยนตัวเอง
ทุกคนมีวิธีการ แบบแผนที่ต่างกัน
ไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับว่า เค้าสุขที่จะอยู่แบบไหน
เชื่อเถอะว่า เหนือเหตุผลเรา ยังมีอะไรที่มากกว่า
แต่บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้
โดยเฉพาะ เรื่องที่ทำให้เราม่ีความสุข
เพียงแต่ เรารู้ลิมิต และขอบเขต การให้เกียรติต่อผู้อื่น
 
 
เคยอ่านหนังสือเล่มนึง
ลูกศิษย์ ถามอาจารย์ว่า ทำอย่างไร จะประสบความสำเร็จ
อ.จึงตอบว่า วันนี้เราจะเรียนเรื่องธรรมดาและง่ายที่สุด
โดยการให้ทุกคน แกว่งแขนไปข้างหน้า และข้างหลังทุกวัน
วันละ 300 ครั้ง
เหล่าบรรดาลูกศิษย์จึงถามว่า ทำไมต้องทำเรื่องอย่างนี้
อาจารย์ตอบว่า หลังจากทำเรีื่องนี้แล้ว ถ้าผ่านไปหนึ่งปี
 พวกเจ้าจะรู้เองว่า ทำไงจะประสบความสำเร็จ
เหล่าลูกศิยษ์คิดในใจว่า เรื่องง่ายๆทำไมจะทำไม่ได้
หลังจากผ่านไป1เดือน อ.ถามว่า ยังมีใครทำอยู่ไหม?
ทุกคนตอบว่า ยังทำอยู่
พอผ่านไป 3 เดือน อ.ถามต่ออีกว่า ยังมีใครทำอยู่ไหม?
ที่สุดก็เหลือเพียงครึ่งเดียวที่ทำอยู่
หนุึ่งปีผ่านไป อ.ถามทุกคนว่า ยังมีใครทำอยู่ไหม ?
ตอนนี้มีเพียงคนเดียวที่ทำอยู่
 
อ.จึงพูดว่า อาจารย์อยากจะบอกพวกเจ้าว่า
"เรื่องที่ทำง่ายที่สุดในโลก ก็เป็นเรื่องที่ทำยากที่สุด
เพราะคนที่ทำได้อย่างแท้จริง
ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ "
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ดินสอ กับ ยางลบ

posted on 30 Mar 2012 20:40 by mocca-ad
เรื่องมีอยู่ว่า ...

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน
ทำอะไรด้วยกัน

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา

จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า "เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว"

ยางลบจึงถามว่า "ทำไมล่ะ"

ดินสอจึงตอบกลับไปว่า "ก็เราเขียนนายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"

ยางลบจึงเถียงว่า "เราทำตามหน้าที่ของเราเราไม่ผิด"

ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน
แต่พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด ข้อความที่สวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็สกปรก
มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด มันคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องสกปรกอีกต่อไป
พอเวลาผ่านไป มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรให้ลบ มันคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงเขียนแต่สิ่งที่ดี

ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำ ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี
แต่พอเวลาเปลี่ยนไปมันก็หัดเลือกจำแต่สิ่งดีๆ เท่านั้น

ส่วนการลบเปรียบเหมือนการลืม
ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี
แต่ทุกครั้งที่ลืมตัวมันก็จะสกปรก

แต่ตอนหลังมันเลือกลืมแต่เรื่องไม่ดี หรือคือการให้อภัยนั่นเอง
ฉะนั้นการเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ คือ การจำแต่สิ่งดีๆ
และลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาด
 
 
 

i'm here

posted on 20 Nov 2011 07:54 by mocca-ad

 

 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 I was sort of Hoping,
That you would come alone
like the answer to apayer,
And the music to a song.
 
Like the kind of thing that happens,
At a special place and time,
That will change our lives forever,
Like a fantasy of mine
 
So..pardon, if i look at you,
forgive me if i stare,
At the fantasy i knew before,
i saw you standing there.
 
 
  
  
 
 
 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดอกไม้และใบไม้ยังไม่ได้รวมอยู่บนต้นเดียวกัน
อย่างเช่นทุกวันนี้ มันต่างก็แยกกันอยู่ อีกทั้งเหล่าใบไม้ก็ไม่ได้มีแต่สีเขียว
หากแต่มีหลากหลายสีสันงดงามนัก
..แต่ดอกไม้กลับมีเพียงสีขาวเท่านั้น ใบไม้รวมอยู่กับหมู่ใบไม้ด้วยกัน
มีแต่ความร่าเริง มีนิสัยรักสนุก ต่างจากดอกไม้ที่อยู่อย่าง
เงียบเหงา เดียวดาย แม้จะอยู่รวมกันคุยกันกับหมู่ดอกไม้ด้วยกัน แต่ดอกไม้แต่ละดอกต่าง
มีความคิด และวาดฝันเป็นของตัวเอง เธอเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่างที่เธอ
เองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร บ่อยครั้งที่เธอมองไปที่ใบไม้ แล้วนึกอยากเป็นส่วน
หนึ่งของสีสันสวยงามนั้นบ้าง แต่ดอกไม้ดอกเล็กและเสียงเบาเกินกว่าที่
จะเรียกใบไม้ให้หันมา
 

กระทั่งวันหนึ่ง ... ใบไม้เกิดรู้สึกเบื่อสีสันของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
พลัน สายตาก็เหลือบ ไปเห็นดอกไม้น้อยสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งเข้า
ใบไม้ไม่รู้จักสีขาวมาก่อน เขาไม่รู้ว่าสีขาวเป็นอย่างไร
เพราะใบไม้ต่างก็มีสีสันกันทุกใบ ใบไม้เกิดหลงใหลในความอ่อนหวาน
ละมุนละไมของดอกไม้น้อยในทันที
 แต่ในความอ่อนหวานนั้นดูเหมือนจะมีความเหงาแฝงอยู่ด้วย
 
 
 ใบไม้จึงเข้าไปถามดอกไม้ว่า
"ดอกไม้ เธอช่างมีสีขาวสวยเหลือเกินแต่ทำไมเธอจึงดูเงียบเหงาอย่างนี้เล่า"
 ดอกไม้น้อยแหงนมองใบไม้กิ่งใหญ่ แข็งแรงก่อนจะตอบกลับไปว่า
"สีขาวซีดอย่างนี้หรือสวย ฉันอยากจะมีสีสันอย่างเธอบ้างจัง
 มันคงจะทำให้ฉันมีชีวิตชีวาขึ้นมาก"
ใบไม้ได้ฟังแค่นั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องช่วยเหลือ
 ดูแล และปกป้องดอกไม้น้อยดอกนี้ เขาจึงบอกเธอไปว่า
"มาซิดอกไม้ ฉันช่วยเธอได้นะ ถ้าเพียงเธอมาอยู่กับฉัน
 ฉันจะทำให้เธอมี ชีวิตชีวาขึ้นเอง"
ดอกไม้น้อยไม่รอช้ารีบตอบตกลงในทันที
 

เมื่อดอกไม้ไปอยู่กับใบไม้แล้ว ใบไม้ก็ให้การดูแลเธออย่างดี ทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่เขาทำเพื่อเธอ ถ่ายทอดออกมาเป็นสีสันสวยงามให้กับดอกไม้
แล้ววันหนึ่งเมื่อดอกไม้น้อยมองลงไปในลำธาร เธอก็เห็นเงาตัวเองเปลี่ยน
เป็นดอกไม้สีสวยที่มีชีวิตชีวา แต่เมื่อหันไปมองที่ใบไม้ เขากลับกลาย เป็นสี
เขียวที่ดูอบอุ่นนัก ดอกไม้น้อยถามใบไม้ว่า
" ใบไม้ นี่ฉันแย่งสีสันในชีวิตเธอมารึเปล่านะ "
ใบไม้ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า
" ไม่หรอก ทุกวันนี้เธอคือสีสันในชีวิตฉัน ฉันไม่ต้องการสีสันอะไรอีกแล้ว"
ฉันมีเพียงความสบายใจที่ได้เห็นเธอมีความสุข
" จากนั้นมา ดอกไม้กับใบไม้ก็อยู่ร่วมกันเป็นต้นไม้ที่อบอุ่น
บนรากของความรัก ที่หยั่งลึกลงไปใน
ผืนดินของหัวใจ

 

 
 

ด้วยเหตุนี้ ใบไม้จึงมีสีเขียว
สีเขียวที่มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา
 เพราะเมื่อเรามองดูสีเขียว เมื่อไร เราจะรับรู้ได้ถึงความสบายใจ
ของใบไม้ที่เห็นดอกไม้น้อยของเขามีความสุข
ส่วนดอกไม้ ขาวที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ อ่อนหวาน ละมุนละไม
นั้น ดอกไม้คงไม่อยากให้ความรู้สึกเหล่านี้หายไป จึงยังคงมีดอกไม้สีขาว
ให้เราเห็นมาจนทุกวันนี้ด้วยเช่นกัน ...